แชร์

วิเคราะห์ต้นทุนการรออสังหาฯ 2026: Pre-launch vs สร้างเสร็จ

อัพเดทล่าสุด: 20 ก.พ. 2026
10 ผู้เข้าชม
The Real Cost of Waiting: วิเคราะห์ต้นทุนที่แท้จริงของการ “รอ” ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย 2026

ในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2026 คำถามที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันมากที่สุดคือ: "ควรตัดสินใจจองตั้งแต่ช่วง Pre-launch หรือควรรอจนโครงการสร้างเสร็จ (Ready to Move) ถึงจะคุ้มค่ากว่ากัน?"

ในความเป็นจริง คำถามนี้ไม่มีคำตอบแบบสำเร็จรูป เพราะสิ่งที่กำหนดชัยชนะในการลงทุนไม่ใช่แค่ "จังหวะเวลา" แต่คือโครงสร้างของ ดีล (Deal Structure) บทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจเบื้องหลังตัวเลขทางการเงิน เพื่อให้คุณตัดสินใจจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่จากแคมเปญการตลาด


1️⃣ Pricing Ladder : กลไกที่กำหนด Upside ของการลงทุน
โครงสร้างราคาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยส่วนใหญ่อ้างอิงตามความคืบหน้าการก่อสร้าง หรือที่เรียกว่า Pricing Ladderซึ่งแต่ละช่วงมีลักษณะเฉพาะดังนี้:
  • Pre-launch / VIP Phase : รับส่วนลดประมาณ 15–25% และสิทธิ์ในการเลือกยูนิตที่ดีที่สุด (Prime Units) เพื่อแลกกับการรอคอย 2–3 ปี และความเสี่ยงในการก่อสร้าง
  • Construction Phase : ราคาจะปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 5–10% ตามงวดงานก่อสร้าง. ความเสี่ยงโครงการลดลงแต่ Upside ก็ลดลงตามลำดับ
  • Ready-to-Move : ราคาสะท้อนมูลค่าตลาดจริง ณ ขณะนั้น แม้ราคาจะสูงที่สุด แต่มีข้อได้เปรียบสำคัญคือการสร้าง กระแสเงินสด (Cash Flow) จากการปล่อยเช่าได้ทันที.

เพื่อเข้าใจว่าความแตกต่างของราคาแปลงเป็น “ผลตอบแทนจริง” อย่างไร อ่านบทวิเคราะห์ Net vs Gross Yield และโครงสร้าง Total Return สำหรับนักลงทุน


2️⃣ การเปรียบเทียบเชิงโครงสร้าง: Pre-launch vs. Ready to Move
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราสมมติการลงทุนในคอนโดมิเนียมมูลค่า 10,000,000 บาท:

รายการเปรียบเทียบ Pre-launch (รอ 2-3 ปี) Ready to Move
ต้นทุนแรกเข้า 10,000,000 บาท ~11,500,000 บาท
สภาพคล่องในการใช้เงิน ทยอยดาวน์ (Cash Management) ชำระก้อนใหญ่วันโอน
Capital Gain ~1,500,000 บาท เริ่มนับหนึ่งหลังวันโอน
กระแสเงินสด (Yield) ไม่มีในช่วงก่อสร้าง ~4–5% ต่อปี ทันที
ความเสี่ยงดอกเบี้ย สูง (ความผันผวนในอนาคต) ต่ำกว่า (ล็อคเรทได้ทันที)

 


3️⃣ หัวใจสำคัญ: Capital Gain ไม่ใช่กำไรสุทธิ (Net Profit)
ข้อผิดพลาดส่วนใหญ่ของนักลงทุนคือการมองว่า "ส่วนลด 20% คือกำไร 20%" ในความเป็นจริง หากคุณขายภายใน 5 ปี จะมีต้นทุนแฝงที่เข้ามากินส่วนต่างกำไรอย่างมีนัยสำคัญ:

  • ภาษีธุรกิจเฉพาะ: 3.3%
  • ค่าธรรมเนียมการโอน: 1%
  • ค่าจดจำนอง: 1%
  • ต้นทุนดอกเบี้ยกู้ยืม (Cost of Debt): ในกรณี Leverage

Key Takeaway: การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการลงทุนจึงต้องใช้ IRR (Internal Rate of Return) แทนที่จะดูเพียงกำไรจากส่วนต่างราคาเพียงอย่างเดียว

ต้องการคำนวณ IRR ภายใต้สมมติฐานดอกเบี้ยและการเติบโตที่ต่างกันหรือไม่ ลองใช้เครื่องมือ TIR Simulation ของเรา


4️⃣ Balanced Case Analysis: เมื่อใช้พลังทวี (Leverage 70%)
หากพิจารณาสถานการณ์ที่นักลงทุนกู้ 70% (ดอกเบี้ย 4.5%) ถือครอง 3 ปี และโครงการมีราคาเพิ่มขึ้น 15% (1.5 ล้านบาท) แต่ "ไม่มีรายได้ค่าเช่า" ผลตอบแทนจริง (IRR) อาจจะอยู่เพียง 0–1% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งเกือบเท่าจุดคุ้มทุน.

อย่างไรก็ตาม หากยูนิตนั้นมีรายได้จากค่าเช่า 4% เข้ามาเสริม ค่า IRR จะกระโดดขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 6–8% ต่อปี. นี่คือบทพิสูจน์ว่า Cash Flow คือตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ จากการ "เก็งกำไร" เป็นการ "ลงทุน".

ในภาวะตลาดผันผวน การใช้ Leverage อาจขยายทั้งกำไรและความเสี่ยง อ่านกรอบวิเคราะห์การป้องกันเงินทุนในวัฏจักรอสังหาฯ ไทย


5️⃣ Scenario Analysis: กรอบวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของตลาด
เราจำลองผลตอบแทนรวม 3 ปี (Total Gain) เทียบกับ IRR โดยประมาณ (ยังไม่รวมค่าเช่า):

  • Slow Market: ราคาโต 5%/ปี (รวม 15-16%) → IRR ~5–6%
  • Balanced Market: ราคาโต 7%/ปี (รวม 21-23%) → IRR ~7–9%
  • Premium Market: ราคาโต 10%/ปี (รวม 33-35%) → IRR ~10–12%

 หมายเหตุ: โครงการที่ได้รับมาตรฐานอาคารเขียว (Green Building Certification) มักมีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงกว่า และตอบโจทย์ผู้เช่ากลุ่มองค์กรข้ามชาติ ส่งผลต่อความสามารถในการรักษาอัตราการเช่า เสถียรภาพของกระแสเงินสด และสภาพคล่องในตลาดรอง

 

การเติบโตของราคาไม่เท่ากับกำไรที่รับรู้จริง ทำความเข้าใจสภาพคล่องและกลยุทธ์ Exit ก่อนตัดสินใจลงทุน


6️⃣ Selection Framework: เกณฑ์การเลือก Pre-launch แบบมืออาชีพ
แทนที่จะถามว่า "เมื่อไหร่" ควรซื้อ นักลงทุนควรตรวจสอบว่าโครงการนั้นผ่าน Stress Test หรือไม่ ผ่านเกณฑ์ 6 ข้อนี้:

  1. Developer Track Record: ประวัติการส่งมอบและคุณภาพงาน
  2. Location Liquidity: ทำเลที่มีความต้องการจริงทั้งจากไทยและต่างชาติ เช่น Beachfront หรือ Branded Residences
  3. Pricing Gap: มีส่วนลดอย่างน้อย 20% เมื่อเทียบกับราคาสินค้าพร้อมอยู่ในทำเลเดียวกัน
  4. Exit Market: มีแผนรองรับทั้งการขายต่อ (Resale) และการปล่อยเช่า
  5. Risk Resilience: หากดอกเบี้ยปรับขึ้น 1% หรือราคาโตต่ำกว่าเป้าหมาย IRR ยังต้องเป็นบวก
  6. ระบบรองรับรถไฟฟ้า (EV Ready): ในระยะยาว การไม่มี EV Infrastructure อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของโครงการในตลาดรอง

"Additional Value: Furniture & Fit-out" อย่าลืมคำนวณมูลค่าเฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับ (Incentive Value) หากโครงการแถมให้ครบชุด (Fully Furnished) นั่นหมายถึงการประหยัด Cash Outlay หลังโอนไปได้อีก 3-5% ซึ่งจะช่วยดันค่า IRR ในช่วงปีแรกให้สูงขึ้น เนื่องจากไม่ต้องควักเงินก้อนเพิ่มก่อนเริ่มรับรายค่าเช่า

บทสรุปสำหรับนักลงทุนปี 2026

ในยุคที่ตลาดมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยดอกเบี้ยและนโยบายจากธนาคารแห่งประเทศไทย การลงทุนที่ดีที่สุดไม่ใช่การจองก่อนใคร แต่คือการเลือกโครงสร้างราคาที่มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อความผันผวน

Pre-launch ไม่ได้ผิด และ Ready-to-Move ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป หัวใจสำคัญคือความสมดุลระหว่าง โครงสร้างเงินทุน จังหวะตลาด และสภาพคล่องของทำเล

ในปี 2026 ต้นทุนที่แท้จริงของการ “รอ” ไม่ได้มีเพียงโอกาสการปรับขึ้นของราคาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบสะสมต่อ IRR ประสิทธิภาพของ Leverage และตำแหน่งสภาพคล่องของสินทรัพย์

การตัดสินใจเลือก Pre-launch หรือ Ready-to-Move จึงไม่ใช่คำถามแบบขาวหรือดำ หากแต่เป็นการตัดสินใจจัดสรรเงินทุนที่ต้องพิจารณาโครงสร้างการลงทุน ความมั่นคงของกระแสเงินสด และความชัดเจนของกลยุทธ์ Exit



 Ready to Stress-Test Your Deal?
ต้องการคำนวณว่า "ดีล" ในมือของคุณคุ้มค่าจริงหรือไม่? เรายินดีช่วยคุณวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเฉพาะกรณี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเบื้องต้น:

✔ วิเคราะห์เปรียบเทียบ Pre-launch vs. Ready Unit

✔ ทำ Sensitivity Analysis ตามภาวะตลาด (Uptrend / Sideway / Downtrend)

✔ คำนวณ IRR พร้อมจำลองความผันผวนของดอกเบี้ย

✔ วางกลยุทธ์ขาออก (Exit Strategy)

 

ติดต่อเพื่อรับการวิเคราะห์ Private Investment Simulation ของคุณได้ที่นี่ 

 

หากพิจารณาโครงการ Branded หรือ Luxury อ่านบทวิเคราะห์มูลค่าการลงทุน ความเสี่ยง และเกณฑ์ Due Diligence ก่อนตัดสินใจ



แหล่งอ้างอิงและคำสงวนสิทธิ์: ตัวเลขและการจำลองเหตุการณ์อ้างอิงตามกรอบข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC), ธนาคารแห่งประเทศไทย, กรมที่ดิน และมาตรฐานการเงินสากล. ผลตอบแทนจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะของแต่ละโครงการ.


บทความที่เกี่ยวข้อง
Capital Defense
เจาะลึก Capital Defense: กลยุทธ์ปกป้องเงินต้นและรักษาสภาพคล่อง ผ่านการวิเคราะห์ความเสี่ยงและจัดพอร์ตแบบ 70/30 สำหรับนักลงทุนมืออาชีพ
22 ม.ค. 2026
บทวิเคราะห์กลยุทธ์คอนโดหรูแบบจำลองเพื่อหาผลตอบแทนที่แท้จริง
เจาะลึกการเปรียบเทียบโครงการลักชัวรี่สุดหรูใน Phuket ด้วย TIR Modeling สำหรับ Risk Adjusted Returns 10 ปี สำหรับ HNWIs IRR 17.2%
27 ต.ค. 2025
Net Yield vs Gross Yield
อัพเดท Net Yield, ค่าใช้จ่ายจริง และ Total Return ของอสังหาฯ ไทย ผ่าน Case Study เปรียบเทียบ Private Villa vs Branded Residence ก่อนตัดสินใจลงทุน
5 ก.พ. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy