อสังหาฯ ไทย อยู่ตรงไหนในพอร์ตการลงทุนระดับโลก?

อสังหาริมทรัพย์ไทยควรอยู่ตรงไหนในพอร์ตการลงทุนระดับโลก?
มุมมองการจัดสรรสินทรัพย์สำหรับนักลงทุนรายใหญ่ (HNWIs และ Family Offices)
“ควรซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือไม่”
แต่คือ
“อสังหาริมทรัพย์ควรมีสัดส่วนเท่าใดในพอร์ตทั้งหมด”
และภายในสัดส่วนนั้น
“ประเทศไทยควรอยู่ตรงไหน”
ในช่วงปี 2025–2030 นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง ความผันผวนของตลาดทุน อัตราดอกเบี้ยที่ไม่แน่นอน รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ
ภายใต้บริบทดังกล่าว อสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และภูเก็ต เริ่มถูกพิจารณาในฐานะส่วนหนึ่งของการจัดสรรสินทรัพย์ระดับโลก (Global Portfolio Allocation) มากกว่าการเป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อพักผ่อนหรือการเก็งกำไรระยะสั้น
จาก 60/40 Portfolio สู่ Multi-Asset Allocation
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักลงทุนใช้โมเดล
- 60% หุ้น
- 40% พันธบัตร
อย่างไรก็ตาม หลังปี 2022 นักลงทุนจำนวนมากพบว่าหุ้นและพันธบัตรสามารถปรับตัวลงพร้อมกันได้ ทำให้ประสิทธิภาพของการกระจายความเสี่ยงลดลง
ผลลัพธ์คือ สถาบันการลงทุนและ Family Offices ทั่วโลกเริ่มเพิ่มน้ำหนักไปยังสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) เช่น
- Private Equity
- Infrastructure
- Private Credit
- Real Assets
- Real Estate
เพื่อสร้างพอร์ตที่มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อวัฏจักรเศรษฐกิจมากขึ้น
อสังหาริมทรัพย์มีบทบาทอย่างไรในพอร์ตระดับโลก?
สำหรับนักลงทุนระดับสูง อสังหาริมทรัพย์ไม่ได้มีบทบาทเพียงการสร้างรายได้ค่าเช่า แต่ยังทำหน้าที่สำคัญใน 4 มิติ
1. Defensive Yield
สร้างกระแสเงินสดจากค่าเช่าในระดับที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ และมักมีความผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้น
2. Inflation Hedge
มูลค่าอสังหาริมทรัพย์และค่าเช่ามักปรับตัวตามเงินเฟ้อ ต้นทุนก่อสร้าง และราคาที่ดินในระยะยาว
3. Portfolio Diversification
อสังหาริมทรัพย์มีความสัมพันธ์กับตลาดทุนต่ำกว่าสินทรัพย์ทางการเงินหลายประเภท จึงช่วยลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ต
4. Wealth Preservation
สำหรับผู้มีความมั่งคั่งสูง เป้าหมายสำคัญไม่ใช่ผลตอบแทนสูงสุดเสมอไป แต่คือการรักษาและส่งต่อความมั่งคั่งในระยะยาว
นักลงทุนสถาบันถืออสังหาริมทรัพย์กี่เปอร์เซ็นต์?
จากรายงานและแบบจำลองการลงทุนของสถาบันชั้นนำทั่วโลก สัดส่วนอสังหาริมทรัพย์มักอยู่ในช่วงประมาณ
10–20% ของพอร์ตโดยรวม
ด้วยโครงสร้างพอร์ตระดับสากลดังกล่าว คำถามที่น่าสนใจสำหรับ Family Offices จึงไม่ใช่เพียงแค่ “ควรถืออสังหาริมทรัพย์หรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยควรมีสัดส่วนเท่าใดภายในพอร์ตอสังหาริมทรัพย์นั้น” เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการกระจายความเสี่ยงและการสร้างผลตอบแทน
ประเทศไทยในฐานะ Defensive Yield Market
เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก
| ตลาด | ประเภทสินทรัพย์ |
ผลตอบแทนสุทธิโดยประมาณ (Yield) |
| สิงคโปร์ | Prime Residential | 2–3% |
| ลอนดอน | Prime Residential | 2–4% |
| นิวยอร์ก | Prime Residential | 2–4% |
| ดูไบ | Prime Residential / Luxury Residential | 5–7% |
| กรุงเทพฯ | Prime Residential | 4–6% |
| ภูเก็ต | Luxury Branded Residences & Lifestyle Assets | 4–8% |
หมายเหตุ: ช่วงผลตอบแทนข้างต้นเป็นข้อมูลเชิงประมาณการเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบเชิงแนวคิดเท่านั้น ทั้งนี้ ผลตอบแทนที่แท้จริงอาจแตกต่างกันตามลักษณะสินทรัพย์ ทำเลที่ตั้ง โครงสร้างการบริหารจัดการ และสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา
ประเทศไทยจึงอยู่ในตำแหน่งที่น่าสนใจ เพราะยังสามารถสร้างผลตอบแทนจากการถือครองได้ในระดับที่แข่งขันได้ ขณะที่ต้นทุนการเข้าลงทุนยังต่ำกว่าหลายเมืองหลักของโลก
หมายเหตุ: ผลตอบแทนข้างต้นเป็นข้อมูลเชิงอ้างอิงจากรายงานตลาดอสังหาริมทรัพย์และการวิเคราะห์อุตสาหกรรม โดยประเภทสินทรัพย์ในแต่ละเมืองอาจมีลักษณะแตกต่างกัน ทั้งนี้ ผลตอบแทนที่แท้จริงขึ้นอยู่กับทำเล คุณภาพโครงการ รูปแบบการบริหาร และสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา
ความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนอย่างไร?
สำหรับนักลงทุนต่างชาติ การตัดสินใจลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความชัดเจนด้านสิทธิการถือครอง
ประเทศไทยมีโครงสร้างที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติหลายกลุ่ม ได้แก่
Foreign Freehold Condominium
การถือกรรมสิทธิ์ขาดในห้องชุดภายใต้กรอบกฎหมายไทย
Institutional-Grade Leasehold Structures
โดยเฉพาะโครงการ Branded Residences ที่ดำเนินงานภายใต้แบรนด์โรงแรมและผู้พัฒนาระดับนานาชาติ
สำหรับนักลงทุนจำนวนมาก ความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์มีความสำคัญไม่แพ้ระดับผลตอบแทนจากการลงทุน
มากกว่าอสังหาริมทรัพย์: การกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน
แต่ยังมองว่าเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน
สำหรับนักลงทุนจากประเทศที่เผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจหรือเงินเฟ้อสูง การถือครองสินทรัพย์จริงในประเทศไทยอาจมีบทบาทในด้าน
- Currency Diversification
- Regional Wealth Preservation
- Capital Relocation Strategy
ภายในพอร์ตการลงทุนระดับโลก
กรุงเทพฯ และภูเก็ต: สองบทบาทที่แตกต่างกัน
กรุงเทพฯ
มีลักษณะใกล้เคียงกับ Core Assetจุดเด่นคือ
- ศูนย์กลางเศรษฐกิจ
- ความต้องการระยะยาว
- สภาพคล่องสูงกว่า
เหมาะสำหรับการรักษาเงินต้นและความมั่นคงของพอร์ต
ภูเก็ต
มีบทบาทใกล้เคียงกับ Lifestyle & Yield Asset
จุดแข็งประกอบด้วย
- ความต้องการจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก
- ตลาด Long-Stay
- Wellness Economy
- Branded Residences
- ผู้ซื้อจากหลากหลายประเทศ

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่เราเห็นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนของภูเก็ต สินทรัพย์แต่ละประเภทไม่ได้ถูกมองในลักษณะเดียวกันโดยนักลงทุนต่างชาติ
แม้ว่าภูเก็ตจะถูกมองว่าเป็นตลาดที่ผสมผสานระหว่างคุณภาพชีวิตและผลตอบแทนจากการถือครอง แต่สภาพคล่องยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดระดับบน
ในทางปฏิบัติ อสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีแบรนด์ระดับสากล ไม่มีเครือข่ายการตลาดระหว่างประเทศ หรือไม่มีตลาดรองที่ชัดเจน อาจใช้เวลาในการขายต่อยาวนานกว่าที่นักลงทุนจำนวนมากคาดคิด
จากประสบการณ์การให้คำปรึกษาแก่ผู้ซื้อชาวยุโรป รัสเซีย สิงคโปร์ และออสเตรเลียในช่วงปีที่ผ่านมา เราพบว่า Yield เป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบของการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนจำนวนมากยังให้ความสำคัญกับคำถามที่ว่า “ถือครองอย่างไร” “ขายต่อให้ใคร” และ “สินทรัพย์นี้จะทำหน้าที่อะไรในพอร์ตการลงทุนโดยรวม” ไม่แพ้การพิจารณาระดับผลตอบแทนที่คาดหวัง
นักลงทุนจำนวนไม่น้อยยินดีรับผลตอบแทนที่ต่ำลงเล็กน้อย หากแลกกับความมั่นใจที่มากขึ้นในด้านความมั่นคงของสิทธิการถือครอง ความสามารถในการโอนกรรมสิทธิ์ และสภาพคล่องของสินทรัพย์ในระยะยาว
Market Intelligence จากตลาดภูเก็ต 2025–2026
จากการติดตามพฤติกรรมของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติในตลาดภูเก็ตช่วงปี 2025–2026 สะท้อนให้เห็นว่า เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนตัวเลขสูงสุดเพียงอย่างเดียว...
แต่ให้ความสำคัญกับ
- Ownership Structure
- Legal Clarity
- Liquidity
- Lifestyle Utility
- Wealth Preservation

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มของนักลงทุนระดับโลกที่เริ่มมองอสังหาริมทรัพย์เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์บริหารความมั่งคั่ง มากกว่าการเป็นเพียงสินทรัพย์สร้างรายได้
กรณีศึกษา: การวิเคราะห์การลงทุนสำหรับลูกค้าต่างชาติ
โครงการ Branded Residence ในภูเก็ต
- 2 ห้องนอน
- พื้นที่ประมาณ 145 ตารางเมตร
- รูปแบบกรรมสิทธิ์ Freehold
- ราคาเปิดขายช่วงเริ่มต้นประมาณ 30 ล้านบาท
- สิทธิพักอาศัยสูงสุด 45 คืนต่อปี
- สิทธิแลกเปลี่ยนการเข้าพักในเครือโรงแรมต่างประเทศ
- สิทธิสมาชิกระดับพรีเมียม
- สิทธิประโยชน์ด้านการพำนักระยะยาวตามเงื่อนไขโครงการ
แต่เลือกจากการพิจารณาร่วมกันของ
- คุณภาพสินทรัพย์
- โครงสร้างกรรมสิทธิ์
- ศักยภาพการขายต่อ
- การใช้ประโยชน์จริงของครอบครัว
- บทบาทของสินทรัพย์ภายในพอร์ตการลงทุนโดยรวม
อสังหาริมทรัพย์มีสภาพคล่องต่ำกว่าหุ้นและกองทุนรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่
“ขายได้หรือไม่”
แต่คือ
“ขายให้ใคร”
ในตลาดระดับบน สินทรัพย์ประเภท
- Branded Residences
- Prime Bangkok Residential
- Ultra-Luxury Phuket Properties
มักมีตลาดรองที่แข็งแรงกว่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายผู้ซื้อระดับนานาชาติ
การวางแผนภาษีและการส่งต่อความมั่งคั่ง
สำหรับผู้มีความมั่งคั่งสูง เป้าหมายมักเปลี่ยนจากการสร้างผลตอบแทนไปสู่การรักษาและส่งต่อทรัพย์สิน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้านภาษีระหว่างประเทศมีความซับซ้อนและขึ้นอยู่กับสถานะทางภาษีของผู้ลงทุนแต่ละราย จึงควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีและกฎหมายก่อนตัดสินใจลงทุน
เป้าหมายไม่ใช่ผลตอบแทนสูงสุด
นักลงทุนรายย่อยมักถามว่า
“โครงการนี้ให้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์?”
แต่นักลงทุนระดับสถาบันมักถามว่า
“สินทรัพย์นี้ช่วยให้พอร์ตโดยรวมแข็งแรงขึ้นหรือไม่?”
นี่คือความแตกต่างระหว่าง Asset Selection และ Portfolio Construction
บทสรุป
สำหรับนักลงทุนระดับโลก อสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ควรถูกมองเป็นการลงทุนเดี่ยว
แต่ควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของการจัดสรรสินทรัพย์ระดับโลก
ที่ช่วยสร้าง
- กระแสเงินสด
- การป้องกันเงินเฟ้อ
- การกระจายความเสี่ยง
- คุณภาพชีวิต
- การรักษาความมั่งคั่งระยะยาว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่
“ประเทศไทยให้ผลตอบแทนสูงที่สุดหรือไม่”
แต่คือ
“อสังหาริมทรัพย์ไทยช่วยให้พอร์ตการลงทุนโดยรวมแข็งแรงขึ้นหรือไม่”
และสำหรับนักลงทุนจำนวนมาก นั่นคือเหตุผลที่ประเทศไทยยังคงได้รับการพิจารณาให้เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนระดับโลกในระยะยาว
Private Asset Consultation
หากคุณหรือ Family Office ของคุณกำลังพิจารณาจัดสรรอสังหาริมทรัพย์ระดับ Institutional-Grade ในกรุงเทพฯ หรือภูเก็ตให้เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนระยะยาว
ทีมงาน Angie Phuket Residences พร้อมร่วมวิเคราะห์โครงสร้างการลงทุน เปรียบเทียบทางเลือกด้านกรรมสิทธิ์ ประเมินความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และจัดทำแบบจำลองผลตอบแทนเบื้องต้นร่วมกับที่ปรึกษาทางการเงินหรือทีม Family Office ของคุณ
การสนทนาทุกครั้งเป็นไปในลักษณะส่วนตัวและเป็นความลับ เพื่อช่วยให้การตัดสินใจลงทุนสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความมั่งคั่งในระยะยาว
นัดหมายเพื่อพูดคุยเชิงกลยุทธ์กับทีม Advisor ของเรา
แหล่งอ้างอิง (References)
- CFA Institute
- Yale Investments Office
- UBS Global Family Office Report 2025
- J.P. Morgan Asset Management
- BlackRock
- Knight Frank
- Savills
- MSCI
- National Council of Real Estate Investment Fiduciaries (NCREIF)
Additional Market Intelligence
บทวิเคราะห์บางส่วนในบทความนี้อ้างอิงจากประสบการณ์การให้คำปรึกษา การวิเคราะห์การลงทุน และการสังเกตพฤติกรรมผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างชาติในตลาดภูเก็ตของทีม Angie Phuket Residences ในช่วงปี 2025–2026
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านข้อมูลและมุมมองทางการลงทุนเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุน ภาษี หรือกฎหมาย ผู้ลงทุนควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจลงทุน


